ปีการศึกษา 2552 ย่างเข้าสู่เทอมที่ 2 ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของชีวิตเด็กนักเรียน ม.3-ม.6-ปวช. ไม่เว้นแม้กระทั่ง ปวส.
อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร...เรียนจบแล้ว จะมีงานทำหรือไม่ การตัดสินใจในห้วงเวลานี้สำคัญที่สุด
ไม่ใช่ อุตส่าห์สู้ลงทุนกู้ยืมเงิน กยศ.ไปเรียนต่อ แต่สุดท้ายจบมาแล้วไม่มีงานให้ทำ...อย่างรุ่นพี่หลายคน ที่ได้ใบปริญญามานอนกอดแบบพกหนี้ แถมพ่วงด้วยตกงาน
ก่อนจะตัดสินใจลงทุนครั้งสำคัญในชีวิต ให้ตรึกตรองถึงสถานการณ์ ด้านการศึกษากับความต้องการตลาดแรงงานของประเทศไทยขณะนี้...เป็นเช่นไร

สถานการณ์ด้านกำลังคนของประเทศ รายงานจากที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคน (กรอ.ศธ.) พบว่า...
การ ผลิตกำลังคนในระดับปริญญาตรี โดยเฉพาะด้านสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เกินความต้องการของการใช้กำลังคน กล่าวคือ... ประเทศไทยมีความต้องการกำลังคนด้านดังกล่าวแค่เพียง 10-15%
แต่มี บัณฑิตที่จบการศึกษาในแต่ละปีมาก เช่น ปี 2549 มีบัณฑิตจบสาขาสังคมศาสตร์มากที่สุด (166,217 คน) รองลงมาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ (77,450 คน) สาขาศึกษาศาสตร์ (29,968 คน)
และ พบว่าบัณฑิตที่จบใหม่ ไม่มีงานทำมากที่สุดคือ สาขาสังคมศาสตร์ ประมาณ 90,000 คน จากบัณฑิตที่จบใหม่ไม่มีงานทำโดยรวม ทั้งประเทศประมาณปีละ 100,000 คน

ประเทศไทยมีคนเรียนจบปริญญา ตกงานปีละ 1 แสนคน!!!
สาขาวิชาไหนที่เรียนกันมาก จบออกมามาก...ตกงานมากเป็นเงาตามตัว
ในขณะที่ความต้องการของตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพ มากกว่าแรงงานระดับปริญญาตรีสายสามัญ
"ปัญหา ที่เกิดขึ้นมาจากระบบการศึกษาของบ้านเรา เด็กนิยมเรียนสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ ในอัตรา 60:40 เรียนสามัญจะเรียนต่อต้องเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียว เหตุที่เด็กเรียนสายสามัญมากกว่า สาเหตุอาจจะมาจากการเรียนสายอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ผู้ปกครองเลยส่งไม่ไหว
อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร...เรียนจบแล้ว จะมีงานทำหรือไม่ การตัดสินใจในห้วงเวลานี้สำคัญที่สุด
ไม่ใช่ อุตส่าห์สู้ลงทุนกู้ยืมเงิน กยศ.ไปเรียนต่อ แต่สุดท้ายจบมาแล้วไม่มีงานให้ทำ...อย่างรุ่นพี่หลายคน ที่ได้ใบปริญญามานอนกอดแบบพกหนี้ แถมพ่วงด้วยตกงาน
ก่อนจะตัดสินใจลงทุนครั้งสำคัญในชีวิต ให้ตรึกตรองถึงสถานการณ์ ด้านการศึกษากับความต้องการตลาดแรงงานของประเทศไทยขณะนี้...เป็นเช่นไร
สถานการณ์ด้านกำลังคนของประเทศ รายงานจากที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคน (กรอ.ศธ.) พบว่า...
การ ผลิตกำลังคนในระดับปริญญาตรี โดยเฉพาะด้านสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เกินความต้องการของการใช้กำลังคน กล่าวคือ... ประเทศไทยมีความต้องการกำลังคนด้านดังกล่าวแค่เพียง 10-15%
แต่มี บัณฑิตที่จบการศึกษาในแต่ละปีมาก เช่น ปี 2549 มีบัณฑิตจบสาขาสังคมศาสตร์มากที่สุด (166,217 คน) รองลงมาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ (77,450 คน) สาขาศึกษาศาสตร์ (29,968 คน)
และ พบว่าบัณฑิตที่จบใหม่ ไม่มีงานทำมากที่สุดคือ สาขาสังคมศาสตร์ ประมาณ 90,000 คน จากบัณฑิตที่จบใหม่ไม่มีงานทำโดยรวม ทั้งประเทศประมาณปีละ 100,000 คน
ประเทศไทยมีคนเรียนจบปริญญา ตกงานปีละ 1 แสนคน!!!
สาขาวิชาไหนที่เรียนกันมาก จบออกมามาก...ตกงานมากเป็นเงาตามตัว
ในขณะที่ความต้องการของตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพ มากกว่าแรงงานระดับปริญญาตรีสายสามัญ
"ปัญหา ที่เกิดขึ้นมาจากระบบการศึกษาของบ้านเรา เด็กนิยมเรียนสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ ในอัตรา 60:40 เรียนสามัญจะเรียนต่อต้องเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียว เหตุที่เด็กเรียนสายสามัญมากกว่า สาเหตุอาจจะมาจากการเรียนสายอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ผู้ปกครองเลยส่งไม่ไหว
เราเพิ่งจะมาทราบเอาตอนรัฐบาลมีนโยบาย เรียนฟรี 15 ปี นี่แหละ ถึงได้รู้ว่าเรียนสายสามัญมีค่าใช้จ่ายต่อปีคนละ 6,000 บาท ในขณะที่เรียนสายอาชีพมีค่าใช้จ่ายต่อปีคนละ 6,500-12,000 บาท แต่ต่อไปนโยบายเรียนฟรี 15 ปี คงจะทำให้ปัญหานี้เบาลง"

นริศรา
กระนั้นก็ตาม น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ บอกว่า ยังมีอีกปัญหาที่ทำให้เด็กยังเรียนสายสามัญมาก ทั้งที่ตลาดแรงงานต้องการน้อยนั่นคือ...ค่านิยมเห่อใบปริญญาของสังคมไทย
"เรา มีคนเรียนจบปริญญาสายสามัญมาก ตัวการหนึ่งมาจาก เด็กเรียนจบ ปวช. ปวส. ประมาณ 60-70% จะเรียนต่อระดับปริญญาในสายอาชีพ ไม่มีสถาบันให้เรียนต่อได้ เลยหันไปเรียนปริญญาตรีในสายสามัญ ยิ่งเพิ่มจำนวนคนเรียนจบสายสามัญ สายสังคมศาสตร์ให้ตกงานมากขึ้น"
แต่ต่อไปเด็กที่เรียนสายอาชีพจาก 411 สถาบัน ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ไม่สามารถเรียนต่อระดับปริญญาตรีในสายอาชีพที่ตัวเองเรียนมาได้...ไม่ ต้องกังวลอีกต่อไป
เพราะตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 เป็นต้นไป จะมีการทยอยเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี ให้เด็กเหล่านี้เรียนต่อได้...เพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กและผู้ปกครอง ที่ต้องการเห็นลูกได้ใบปริญญามากกว่ามีงานทำ
รวมทั้งป้อนตลาดแรงงานที่ต้องการคนจบสายอาชีพมากกว่าสายสามัญ

ไม่เพียงแค่นั้น...มิติใหม่ของการศึกษาสายอาชีวะ จะไม่เหมือนเก่าอีกต่อไป
เดิม การศึกษาสายอาชีพของบ้านเรา เน้นเรียนทฤษฎี 70% : ภาคปฏิบัติ 30%...จะเปลี่ยนมาเป็นเรียนทฤษฎี 50% : ปฏิบัติ 50% เน้นสอนให้คนทำงานเป็นมากขึ้น
และเพื่อให้เรียนจบสายอาชีพแล้วทำงานได้เลย ไม่ต้องให้ภาคเอกชนต้องเสียเวลาไปฝึกสอนงานอีกนับเป็นครึ่งปี-1 ปี
"ต่อ ไปสถาบันอาชีวศึกษาทุกแห่งจะต้องมีเอกชนเป็นพาร์ตเนอร์ จับมือกับบริษัทโรงงานในพื้นที่ เพื่อส่งนักเรียนของตัวเองไปฝึกงานในสถานประกอบการด้วย"
การฝึกงานของนักเรียนมีค่าใช้จ่ายเท่าไร โรงงานสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง
เป็น แรงจูงใจให้เอกชนเปิดรับนักเรียนไปฝึกงานมากขึ้น เพื่อเด็กที่จบสายอาชีพแล้ว มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์พร้อมที่จะลงมือทำงานได้เลย
เรียกว่าต่อไปเรียนจบปริญญาสาขาเดียวกัน เด็กจบปริญญาจากสายสามัญกับสายอาชีพ...จะมีความรู้ความชำนาญไม่เท่ากัน
ฉะนั้นเด็กที่กำลังคิดตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเรียนอะไรดี รมช.นริศรา แนะว่า ให้เลือกเรียนสายอาชีพจะดีกว่า อนาคตมีโอกาสได้งานทำสูง
"จาก สถิติที่ผ่านมาเด็กเรียนจบสายอาชีพแทบไม่ตกงานเลย เพราะตลาดแรงงานต้องการสูงมาก ขนาดบริษัทโตโยต้าตั้งสถาบันการศึกษาสอนเด็กขึ้นมาเอง ก็ยังผลิตคนได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตัวเอง
โรงเรียนของโตโย ต้าผลิตป้อนได้แค่ความต้องการของโรงงานเท่านั้น พนักงานที่ต้องทำงานในศูนย์บริการ ศูนย์ซ่อมต่างๆ ยังต้องใช้เด็กที่เรียนจบอาชีวะของรัฐอยู่อีก"
และความต้องการแรงงานเด็กเรียนจบสายอาชีพ ไม่ได้มีแค่ช่างยนต์ เท่านั้น...ตลาดแรงงานต้องการแทบทุกสาขา ไม่เว้นแม้แต่สาขาเกษตร
"เป็น ที่น่าเสียดาย เด็กไทยไม่สนใจเรียนเกษตรกันเลย วิทยาลัยเกษตรต่างๆ มีเด็กเรียนน้อยมาก คิดดูก็แล้วกัน วิทยาลัยเกษตรแต่ละแห่งมีพื้นที่อยู่ประมาณ 6,000 ไร่ สามารถรับเด็กได้ประมาณ 2,000 คน แต่กลับมีเด็กเรียนกันแค่ 600 คน ไม่คุ้มค่ากับที่รัฐได้ลงทุนไปเลย
เด็กไม่สนใจเรียน สาเหตุมาจากคิดว่าจบไปแล้ว หนีไม่พ้นต้องกลับไปทำไร่ไถนา นี่เป็นความเชื่อที่ผิด"

จริงๆ แล้วโลกทุกวันนี้และในอนาคตต่างต้องใช้ความรู้ด้านเกษตรมากขึ้น เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร และพืชพลังงานทดแทนที่โลกมีความต้องการสูงมาก
อุตสาหกรรมเหล่านี้ ต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถของคนที่เรียนจบมาด้านเทคโนโลยีการเกษตรทั้ง สิ้น...ไม่ใช่เรียนจบไปเพื่อทำไร่ไถนา เหมือนอย่างที่เข้าใจกัน
และอย่าเข้าใจผิดคิดว่า เรียนสายอาชีพ จบแล้วรายได้จะน้อย ไม่เท่าคนเรียนจบปริญญาเป็นเด็ดขาด
สาย อาชีพบางสาขาไม่ต้องจบสูงก็มีรายได้ดี...วันนี้ประเทศไทย มีสายอาชีพด้านปิโตรเคมี ยิ่งด้านพาณิชยนาวีด้วยแล้ว ยิ่งมีความต้องการสูง...แถมรายได้ดีอีกต่างหาก
จบแค่ระดับ ปวช. เงินเดือนยังสูงกว่าคนเรียนจบปริญญาโท ปริญญาเอกในสายสามัญซะอีก
รมช.ศึกษาฯ บอกว่า เด็กที่เรียนพาณิชยนาวี จบแล้วไม่ต้องหางาน มีบริษัทมารับไปทำงานทันที เรียนจบระดับ ปวช. จะได้รับเงินเดือนคนละ 30,000 บาท
แต่ถ้าจบ ปวส. เงินเดือนเพิ่มขึ้นไม่มากไม่มายเท่าไร ไม่ถึงแสน...แค่เดือนละ 80,000 บาท เท่านั้นเอง.
นริศรา
กระนั้นก็ตาม น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ บอกว่า ยังมีอีกปัญหาที่ทำให้เด็กยังเรียนสายสามัญมาก ทั้งที่ตลาดแรงงานต้องการน้อยนั่นคือ...ค่านิยมเห่อใบปริญญาของสังคมไทย
"เรา มีคนเรียนจบปริญญาสายสามัญมาก ตัวการหนึ่งมาจาก เด็กเรียนจบ ปวช. ปวส. ประมาณ 60-70% จะเรียนต่อระดับปริญญาในสายอาชีพ ไม่มีสถาบันให้เรียนต่อได้ เลยหันไปเรียนปริญญาตรีในสายสามัญ ยิ่งเพิ่มจำนวนคนเรียนจบสายสามัญ สายสังคมศาสตร์ให้ตกงานมากขึ้น"
แต่ต่อไปเด็กที่เรียนสายอาชีพจาก 411 สถาบัน ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ไม่สามารถเรียนต่อระดับปริญญาตรีในสายอาชีพที่ตัวเองเรียนมาได้...ไม่ ต้องกังวลอีกต่อไป
เพราะตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 เป็นต้นไป จะมีการทยอยเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี ให้เด็กเหล่านี้เรียนต่อได้...เพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กและผู้ปกครอง ที่ต้องการเห็นลูกได้ใบปริญญามากกว่ามีงานทำ
รวมทั้งป้อนตลาดแรงงานที่ต้องการคนจบสายอาชีพมากกว่าสายสามัญ
ไม่เพียงแค่นั้น...มิติใหม่ของการศึกษาสายอาชีวะ จะไม่เหมือนเก่าอีกต่อไป
เดิม การศึกษาสายอาชีพของบ้านเรา เน้นเรียนทฤษฎี 70% : ภาคปฏิบัติ 30%...จะเปลี่ยนมาเป็นเรียนทฤษฎี 50% : ปฏิบัติ 50% เน้นสอนให้คนทำงานเป็นมากขึ้น
และเพื่อให้เรียนจบสายอาชีพแล้วทำงานได้เลย ไม่ต้องให้ภาคเอกชนต้องเสียเวลาไปฝึกสอนงานอีกนับเป็นครึ่งปี-1 ปี
"ต่อ ไปสถาบันอาชีวศึกษาทุกแห่งจะต้องมีเอกชนเป็นพาร์ตเนอร์ จับมือกับบริษัทโรงงานในพื้นที่ เพื่อส่งนักเรียนของตัวเองไปฝึกงานในสถานประกอบการด้วย"
การฝึกงานของนักเรียนมีค่าใช้จ่ายเท่าไร โรงงานสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง
เป็น แรงจูงใจให้เอกชนเปิดรับนักเรียนไปฝึกงานมากขึ้น เพื่อเด็กที่จบสายอาชีพแล้ว มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์พร้อมที่จะลงมือทำงานได้เลย
เรียกว่าต่อไปเรียนจบปริญญาสาขาเดียวกัน เด็กจบปริญญาจากสายสามัญกับสายอาชีพ...จะมีความรู้ความชำนาญไม่เท่ากัน
ฉะนั้นเด็กที่กำลังคิดตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเรียนอะไรดี รมช.นริศรา แนะว่า ให้เลือกเรียนสายอาชีพจะดีกว่า อนาคตมีโอกาสได้งานทำสูง
"จาก สถิติที่ผ่านมาเด็กเรียนจบสายอาชีพแทบไม่ตกงานเลย เพราะตลาดแรงงานต้องการสูงมาก ขนาดบริษัทโตโยต้าตั้งสถาบันการศึกษาสอนเด็กขึ้นมาเอง ก็ยังผลิตคนได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตัวเอง
โรงเรียนของโตโย ต้าผลิตป้อนได้แค่ความต้องการของโรงงานเท่านั้น พนักงานที่ต้องทำงานในศูนย์บริการ ศูนย์ซ่อมต่างๆ ยังต้องใช้เด็กที่เรียนจบอาชีวะของรัฐอยู่อีก"
และความต้องการแรงงานเด็กเรียนจบสายอาชีพ ไม่ได้มีแค่ช่างยนต์ เท่านั้น...ตลาดแรงงานต้องการแทบทุกสาขา ไม่เว้นแม้แต่สาขาเกษตร
"เป็น ที่น่าเสียดาย เด็กไทยไม่สนใจเรียนเกษตรกันเลย วิทยาลัยเกษตรต่างๆ มีเด็กเรียนน้อยมาก คิดดูก็แล้วกัน วิทยาลัยเกษตรแต่ละแห่งมีพื้นที่อยู่ประมาณ 6,000 ไร่ สามารถรับเด็กได้ประมาณ 2,000 คน แต่กลับมีเด็กเรียนกันแค่ 600 คน ไม่คุ้มค่ากับที่รัฐได้ลงทุนไปเลย
เด็กไม่สนใจเรียน สาเหตุมาจากคิดว่าจบไปแล้ว หนีไม่พ้นต้องกลับไปทำไร่ไถนา นี่เป็นความเชื่อที่ผิด"
จริงๆ แล้วโลกทุกวันนี้และในอนาคตต่างต้องใช้ความรู้ด้านเกษตรมากขึ้น เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร และพืชพลังงานทดแทนที่โลกมีความต้องการสูงมาก
อุตสาหกรรมเหล่านี้ ต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถของคนที่เรียนจบมาด้านเทคโนโลยีการเกษตรทั้ง สิ้น...ไม่ใช่เรียนจบไปเพื่อทำไร่ไถนา เหมือนอย่างที่เข้าใจกัน
และอย่าเข้าใจผิดคิดว่า เรียนสายอาชีพ จบแล้วรายได้จะน้อย ไม่เท่าคนเรียนจบปริญญาเป็นเด็ดขาด
สาย อาชีพบางสาขาไม่ต้องจบสูงก็มีรายได้ดี...วันนี้ประเทศไทย มีสายอาชีพด้านปิโตรเคมี ยิ่งด้านพาณิชยนาวีด้วยแล้ว ยิ่งมีความต้องการสูง...แถมรายได้ดีอีกต่างหาก
จบแค่ระดับ ปวช. เงินเดือนยังสูงกว่าคนเรียนจบปริญญาโท ปริญญาเอกในสายสามัญซะอีก
รมช.ศึกษาฯ บอกว่า เด็กที่เรียนพาณิชยนาวี จบแล้วไม่ต้องหางาน มีบริษัทมารับไปทำงานทันที เรียนจบระดับ ปวช. จะได้รับเงินเดือนคนละ 30,000 บาท
แต่ถ้าจบ ปวส. เงินเดือนเพิ่มขึ้นไม่มากไม่มายเท่าไร ไม่ถึงแสน...แค่เดือนละ 80,000 บาท เท่านั้นเอง.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น